Connect with us

Featured

ทาทา ยัง นักร้องยุค90 กับครอบครัว

“หลายอย่างมาด้วยโชค แต่ว่ามันก็เป็นโชคชะตาที่เราสามารถขีดได้เหมือนกันว่าเราจะให้มันเป็นยังไง”

นี่คือคำพูดของสาวน้อยมหัศจรรย์ (ในอดีต) ผู้มีผลงานยอดขายกว่า 18 ล้านก็อปปี้ ศิลปินไทยผู้เคยมีผลงานโลดแล่นอยู่ในเวทีระดับโลก ที่มีชื่อว่า อมิตา ทาทา ยัง แน่นอนนี่อาจจะดูเป็นประโยคสวย ๆ ประโยคหนึ่ง แต่ถ้ามองผ่านตัวตนของทาทา สิ่งนี้แอบแฝงความหมายอะไรหลาย ๆ อย่างเอาไว้ตลอดช่วงชีวิตในเส้นทางดนตรีของเธอ “โชค” อาจจะเป็นเรื่องของโอกาสที่เธอได้รับจากวงการ แต่การที่คนเราจะขีดโชคชะตานั้นได้ แน่นอนว่าต้องใช้ความพยายามและการทำงานหนักเสมอ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทาทาลงทุนกับสิ่งที่ตนรัก นั่นก็คือดนตรี

จากเพลง ‘โอ๊ะ..โอ๊ย’ ‘พรุ่งนี้…ไม่สาย’, ‘รบกวนมารักกัน’, ‘Sexy Naughty Bitchy’, ‘Dhoom Dhoom’ จนถึง ‘EL NIN -YO!’ นี่คือเครื่องการันตีความสำเร็จของผู้หญิงคนนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยปัจจัยด้านสุขภาพทำให้เธอต้องพักงานเพลงไปกว่าทศวรรษ และหันมาใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้นกับครอบครัวและลูกชายตัวน้อยอย่างเรย์

เรื่องราวในอดีตของชีวิต ที่เธอนิยามมันว่า “บ้า” สุด ๆ ทั้งจุดเริ่มต้นในวันที่เธอเข้าไปสมัครเรียนร้องเพลงกับ “ครูอ้วน” มณีนุช เสมรสุต หรือการได้สัญญาอาชีพนักร้องฉบับแรกจากชายที่ชื่อ เรวัต พุทธินันทน์ ที่กลายเป็นผลพวงของโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตกับ Sony Columbia และการรับมือกับคำวิจารณ์หนัก ๆ ที่เธอได้รับตลอดหลายปีหลังมานี้

เคยคิดไหมว่าตัวเองจะได้เป็นนักร้อง

อมิตา: ไม่หรอก ก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไปแหละ อยากเป็นแอร์บ้าง อยากเป็นนู่นเป็นนี่ อยากเป็นหมอ อยากเป็นสัตวแพทย์ จำได้ว่าตอนที่ดู ไมเคิล แจ็กสัน ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากเป็นนักร้อง คือคุณพ่อคุณแม่ทาเป็นคนที่ดูแลเราเหมือนผู้ใหญ่ อะไรก็ตามที่ไม่อยากให้เราโตขึ้นแล้วทำ ก็จะค่อนข้าง treat เราในแบบนั้น คุณพ่อก็จะบอกว่า เฮ้ย ถ้าเกิดว่าเราอยากจะทำเป็นอาชีพ หรืออะไรก็ตามที่เราอยากจะทำให้ดี เราต้องเรียนร้องเพลงนะ สมมติตอนนี้หนูอยากจะเป็นเหมือนไมเคิล ก็ต้องเรียนร้องเพลง เราก็เลยเรียนร้องเพลงกับเต้น แล้วก็รู้สึกว่ามีความสุขกับการทำสิ่งเหล่านี้จังเลย ไม่ได้คิดหรอกว่าตัวเองจะได้เป็นนักร้อง แต่รู้สึกว่าชีวิตในวัยเด็กทาได้ทำในสิ่งที่ทา enjoy คือทาได้เรียนเต้น เรียนร้อง แล้วที่เจ๋งยิ่งกว่าจะเป็นตรงที่ว่าทาได้ทำงานที่อยากจะทำตั้งแต่เด็ก ๆ คือจะมีกี่คนที่แบบ Oh! I wanna be a singer คืออยากเป็นนักร้อง ได้เป็นกันไปหมด มันไม่ได้เป็นโอกาสที่ง่ายและประสบความสำเร็จ ทาเลยรู้สึก appreciate กับมันมาก ๆ

ย้อนกลับไปตอนอายุ 11 เพลง ‘One Night Only’ เหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของหลาย ๆ อย่าง

อมิตา: ใช่ คือตลอดชีวิตทาจะต้องเป็นคนเหมือนมีบทพิสูจน์หรือมีบทที่จะก้าวข้ามไปอีกขั้นตลอด จากที่ร้องเพลงเล่น ๆ อยู่ที่บ้าน คุณพ่อก็จะ challenge ให้ไปเรียนร้องเพลง พอไปเรียนร้องเพลงก็จำได้เลยว่าไปสัมภาษณ์กับ ครูอ้วน-มณีนุช เสมรสุต ตอนนั้นแกคงเจอเด็กที่ถูกพ่อแม่บังคับมาเรียนเยอะ ครูอ้วนก็ถามว่าทำไมเราถึงอยากเรียน แล้วสิ่งที่ออกจากปากทาก็คือ “I wanna be a superstar” ซึ่งทายังจำไม่ได้เลยว่าพูดคำนี้ออกไป แต่เป็นสิ่งที่ครูอ้วนมาบอกทาว่าเราเคยพูดแบบนั้นเอาไว้ มันก็เป็นเหมือนความมุ่งมั่นของเด็กคนหนึ่งที่อายุ 11 ที่อยากจะเป็นศิลปิน

ย้อนกลับไปตอนอายุ 11 เพลง ‘One Night Only’ เหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของหลาย ๆ อย่าง อมิตา: ใช่ คือตลอดชีวิตทาจะต้องเป็นคนเหมือนมีบทพิสูจน์หรือมีบทที่จะก้าวข้ามไปอีกขั้นตลอด จากที่ร้องเพลงเล่น ๆ อยู่ที่บ้าน คุณพ่อก็จะ challenge ให้ไปเรียนร้องเพลง พอไปเรียนร้องเพลงก็จำได้เลยว่าไปสัมภาษณ์กับ ครูอ้วน-มณีนุช เสมรสุต ตอนนั้นแกคงเจอเด็กที่ถูกพ่อแม่บังคับมาเรียนเยอะ ครูอ้วนก็ถามว่าทำไมเราถึงอยากเรียน แล้วสิ่งที่ออกจากปากทาก็คือ “I wanna be a superstar” ซึ่งทายังจำไม่ได้เลยว่าพูดคำนี้ออกไป แต่เป็นสิ่งที่ครูอ้วนมาบอกทาว่าเราเคยพูดแบบนั้นเอาไว้ มันก็เป็นเหมือนความมุ่งมั่นของเด็กคนหนึ่งที่อายุ 11 ที่อยากจะเป็นศิลปิน

มเมนต์ที่สำคัญที่สุดของการเป็นนักร้องคือตอนเซ็นสัญญาแรก?

อมิตา: เซ็นสัญญา ใช่ ถูกต้อง ขอบคุณที่คิดอย่างนั้น เพราะสำหรับทา ทารู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน คือมันต้องเป็นช่วงเวลานั้น แบบอายุ 14 คนที่เซ็นสัญญาให้คือคุณเรวัต พุทธินันทน์ ถ้าพูดชื่อคนนี้ขึ้นมาแล้วทารู้สึกว่า โห ขลัง ยังจำวันที่เจออาเต๋อครั้งแรกได้เลยว่าคนนี้คือคนที่แม่เราพูดถึงตลอดเวลา ถ้าเปรียบเหมือนคนที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ บริทนีย์ สเปียร์ส อาเต๋อก็เหมือน แม็กซ์ มาร์ติน เขาคือคนที่เซ็นเรา เห็นศักยภาพในตัวเรา แต่ก่อนจะได้เซ็นก็ผ่านผู้ใหญ่เยอะเหมือนกัน เพราะว่าเขาก็คงต้องลงทุนกับเราเยอะ เขาก็อยากจะรู้จักเราให้ดีว่าเราจริงจังแค่ไหน

พ่อแม่ทาบอกว่า ถ้าเซ็นสัญญาไปมันคือเรื่องใหญ่นะ นั่นแปลว่าเรื่องเรียนก็ต้องเรียนให้จบ ถ้าเซ็นสัญญาแล้วเรียนไม่จบจะเป็นยังไง นั่นคือสมรภูมิพ่อแม่คือเรียนให้จบ พอมาถึงอาเต๋อ อาเต๋อบอกว่านี่ลงเงินกันหลายล้าน ฉะนั้นหนูจะมาไม่จริงกับพวกอาไม่ได้ คือเหมือนอธิบายให้เด็กฟังว่าเราจะต้องไปอยู่ในห้องอัด แล้วร้องเพลงเขาห้ามงอแงนะ เราก็ค่ะ เข้าใจ อัด ‘พรุ่งนี้ไม่สาย’ 7 ชั่วโมง จำได้เลย 7 ชั่วโมงกับเด็กอายุ 14 ปี คือทาแบบสุดไปแล้ว จำได้ว่าร้องไม่ออกแล้ว มันเหนื่อยจนร้องไม่ออก แล้วเรารู้สึกว่าเราเป็นเด็กทำไมกดดันเราขนาดนี้เลย แต่นั่นคือข้อพิสูจน์ที่ทาเจอ แล้วจำได้ว่าอัดเพลงนั้นคือน้าโอม-ชาตรี คงสุวรรณ เป็นคนไปคุมร้อง จนเขาคงเห็นว่ามันจะร้องไห้ ออกมาร้องไห้ เพราะไปรับปากอาเต๋อไว้แล้วว่าจะไม่งอแง คือมัน challenge มากสำหรับเด็กอายุ 14 แต่มันสนุก

ทาเป็นคนไม่ชอบร้องเพลงในสตูดิโอเลย อาจจะเป็นเพราะทากลัวที่แคบ รู้สึกว่าทุกครั้งที่ร้องในสตูดิโอจะทรมานมาก เพราะว่าเครื่องอัดสมัยก่อนมันไม่ได้ไฮเทคเท่าสมัยนี้ ความสุขของทาคือถ้าร้องเพลงนี้จะได้ไปเล่นในคอนเสิร์ต เพราะคอนเสิร์ตคือสวนสนุกของทา ถ้าถามว่าส่วนที่ชอบที่สุดในการได้เป็นศิลปินคือตอนไหน คำตอบคือตอนขึ้นไปอยู่บนเวที เพราะมันกลับไปสู่ตอนที่เราเป็นเด็ก ตอนที่เราเห็น ไมเคิล แจ็กสัน แล้วเราก็รู้สึกว่าเขาทำให้เป็นแบบนั้นได้

อะไรคือกุญแจสำคัญของการเป็นนักร้องอาชีพของคุณ

อมิตา : เอาตรง ๆ นะ ทาว่าชีวิตทามันบ้ามาก ๆ เลย คือมีเรื่องเล่าเยอะมากจนทารู้สึกว่าแบบ เฮ้ยเจ๋งปะ! ในเจเนอเรชันที่เป็นแม่ของเรย์ (ลูกชายตัวน้อยของเธอ) ไปแล้ว ในยุคของแม่ทุกคนต้องใส่เสื้อโซนิคหมด กางเกงนี่ใครไม่มีคือเชยมาก รองเท้าสลับสีอย่างนี้ แล้วก็กลายเป็นมันเข้าท่ากับเรา ทารู้สึกว่าทา appreciate มัน ความภูมิใจของทาคือทาก็ทำงานหนักหมือนกัน ทาว่าคนเราควรจะยินดีในสิ่งที่ตัวเองทำ เพื่อให้ชีวิตเรารู้สึกว่า เฮ้ย เราทำอันนี้ได้ แล้วเราจะทำอะไรต่อดีวะ อะไรคือสิ่งต่อไป

ย้อนกลับไปตอนเด็ก ๆ ทาไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้เล่น ๆ ทาเลยคิดว่านั่นคือ key of success ของทาในวันนี้ นั่นคือสิ่งที่บางคนแม่งตามหาตลอดชีวิตเพื่อที่จะหาในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ แล้วไม่เจอด้วยว่าตัวเองอยากทำอะไร แต่เราได้ทำ ถึงแม้ว่าเขาร็อคกี้ไม่ได้สวยงามตลอดทั้งทาง แล้วเราต้องเจอเรื่องดราม่าจากนู่นจากนี่ หรือแม้แต่ความเหนื่อยมาก แต่มันเป็นรสชาติที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แล้วไม่มีอะไรที่ทาจะย้อนกลับไปเปลี่ยนด้วย ทาไม่ใช่คนอย่างนั้น ทาเป็นคนที่จะไปแต่ข้างหน้า

เคยนึกเสียดายกับชีวิตในวัยเด็กที่ขาดหายไปไหม

อมิตา: ไม่เคยเสียดายเลยแม้แต่นิดเดียว จะมีสักกี่คนที่วันพรอมของโรงเรียนตรงกับวัน MTV Music Awards แต่ทาได้ไป MTV Music Awards มันบ้ามาก ๆ ซึ่งถ้าวันนั้นทาเลือกไปพรอม ป่านนี้ทาไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ทาไม่เคยเสียดายว่าทาไม่เคยได้เข้าโรงหนัง เพราะทาก็เอาหนังมาดูทีหลังอยู่ดี ทาคิดว่าถ้าเราคิดให้ชีวิตมันยาก มันก็ยาก เราคิดให้มัน realistic

กว่าสิบปีแล้วกับอัลบั้มล่าสุด มีแผนอยากทำเพลงใหม่ ๆ บ้างไหม

อมิตา: ทาอยากทำเพลงใหม่นะ บอกตรง ๆ และตอนนี้กำลังทำการบ้านอยู่เรื่องของซาวนด์ เรื่องของอะไรต่าง ๆ แล้ว music generation มันถูกเปลี่ยนไปเยอะมาก จนทาคิดว่าคงต้องหาทีมที่เขารู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ เพราะว่าตอนนี้ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของดาวน์โหลด เป็นอีกยุคสมัยหนึ่ง ทากำลังทำการบ้านเรื่องของคนว่าถ้าคนมาทำงานกับเราตรงจุดนี้ ทำอะไรถึงจะดี คือทาไม่อยากแค่ออกซิงเกิลมาแล้วก็กลายเป็นเพลงที่ไม่ถูกจดจำ ทาต้องทำออกมาให้มันดีขึ้น ทากำลังศึกษามันอยู่แล้วกันกับกับวิธีการใหม่ ๆ ของรุ่นนี้ เพราะก็ 10 ปีแล้ว

ศิลปินสมัยนี้จะออกมาทั้งที ถ้าเกิดว่าจะเอาระดับโลก คุณจะต้องค่อนข้างครบ ครบมากเลย คือไม่ได้ร้องได้อย่างเดียว คุณคงต้องแรปได้ บางคนต้องแต่งเพลงเองได้ บางคนต้องมีรูปลักษณ์หน้าตาที่ทั้งสวยและต้องมี attitude ที่คุณจะเอาไปฝ่าฟันกันในวงการเพลง มันน่ากลัวมาก สมมติทามาออกตอนนี้ แบบฝันไปไกลมาก คือจะเอาอะไรไปสู้กับ คาร์ดี บี ถูกไหม คือไม่ใช่เจเนอเรชันของทา ฉะนั้นทาก็ต้องเซฟตัวเองไว้เหมือนกัน เรื่องของความรู้สึกว่าทาจะทำอะไรที่มันออกไปพร้อมกับความคาดหวังที่สูงเกิน นี่อาจจะไม่ใช่ยุคของทาก็ได้ อาจจะเป็นยุคของเรย์เขาก็ได้

error: Content is protected !!